You are viewing chortravel

Previous Entry | Next Entry

USA


มาเที่ยว Charleston เมืองสุดน่ารัก
พร้อมกินกระหน่ำอำลาแก็งค์เจี่ยะบ่เจ๊งของเรากันต่อนะคะ //ขี้แง







หลังจากที่เราสามสาวตากตรำลำบาก หม่ำข้าวเย็นที่ร้าน SNOB กันจนพุงกางแล้ว
วันรุ่งขึ้นเราก็ออกตะลุย Charleston แต่เช้า กะเดินชมเมืองละลายไขมันเต็มที่

โฉมหน้า Mills House Hotel โรงแรมของเราค่ะ สีชมพูแป๋น หวานแหววซะไม่มี



แน่นอนว่าภารกิจแรกของเราในเช้านี้ก็คือ ออกตามหาข้าวเช้าอร่อยๆ //แพลบๆ
ตอนแรกเรากะมาหาของหม่ำตรง Broad Street ที่อยู่ใกล้ๆโรงแรม
แต่ก็วืดค่ะทั่น เพราะไม่เจอร้านกาแฟเลย มีแต่แกลอรี่เต็มไปโหม้ด



รูปอะไรเนี่ย น่ารักจัง



ขนาดกระเบื้องปูหลังคาก็ยังน่ารัก!



เดชะบุญว่าพอเดินมาถึง Bay Street แล้ว ร้านอาหารร้านกาแฟอย่างตรึมเลย เย้ //แพลบๆ
แล้วหวยก็มาออกที่ร้านเบเกอรี่ชื่อ Baked ค่ะ เพราะมันเป็นร้านแรกที่พวกเราเดินผ่าน
(พอความหิวมา ความเรื่องมากก็หายเข้ากลีบเมฆ กร๊ากกกกก)

โฮ่ ข้างในร้านดูดีไม่เลวเลยแฮะ



แถมร้านยังตกแต่งได้เก๋ไก๋มั่กๆ เอา wall molding มาก่อเป็นผนังเนี่ยนะ ทำไปได้อ่ะเพ่

นอกจากนี้ ในร้านยังมีขาย cookbook ของร้านเองเลยด้วยนะเคอะ! เพื่อนมอเห็นหนังสือเข้า
ถึงกับตบอกดังผาง "ชั้นเห็นเล่มนี้ขายใน amazon.com ด้วยแก ได้รีวิวดีมากๆเลยน๊าาาา"

ฤาเทพเจ้าแห่งการท่องเที่ยวจะเมตตาเราตั้งแต่หัววันเลยนะคะเนี่ย //รักคุณ



พวกเราไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือสั่งข้าวเช้าพร้อมกาแฟ (แก้วใหญ่มากกกกก) ทันที



น้องปอสองเล่นของหนักทันควันด้วย Sweet & Salty cake อันขึ้นชื่อของร้านชิ้นนี้ฮ่ะ

ตัวเค้กทำจากดาร์คช็อคโกแลต คั่นด้วยครีม salty caramel ซึ่งหวานๆเค็มๆหน่อย
ก่อนจะโปะด้วยช็อคโกแลตคาราเมล พร้อมโรย Fleur de sel (sea salt รุ่นแพงพิเศษ) พอเป็นพิธี
ออกมาอร่อยแบบประหลาดๆดีเหมือนกัน เพราะได้รสเค็มนิดๆที่ตัดกับความเข้มข้นของเค้กช็อกโกแลต

จริงๆเดี๋ยวนี้ จขกท.เห็นช็อคโกแลตรสประหลาดๆขายกันเกลื่อน ใส่เกลือนี่ยังธรรมดาไป หลังๆนี่เห็นใส่พริกกันแล้ว >_<
แม่เจ้า หรือต่อไปร้าน Baked เค้าจะมี Sweet & Spicy cake ออกมาด้วยไหมหนอ กร๊ากกกก



ส่วนเพื่อนมอก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอา brownie หรือ chocolate whoopie pie ดี
สุดท้ายเจ๊เลยเหมามันทั้งสองรายการซะเลย งั่มๆ //แพลบๆ



หลังจากเห็นสองสาวกระหน่ำสั่งของหวานไปแล้ว จขกท.เลยขอจก Quiche แทน
ไม่ใช่อะไรหรอก ขนมน่ะ เด๋วไปแย่งเพื่อนมอกับน้องปอสองกินได้ //ฮ่าฮ่าฮ่า



จบมื้อเช้าไปอย่างหน้าชื่นพุงบานแล้ว พวกเราก็ออกไปลั๊ลลัลลาชมบ้านสวยๆบน Bay Street กันต่อ
สองหลังนี้ทาสีซะน่ารักเชียว



ส่วนนี่ก็พร้อมใจทำตัวคิขุกาโม่กันยกบล็อค มันเลยมีชื่อเล่นว่า Rainbow Row ค่ะ
ไกด์บุคบอกว่า เพราะเจ้าของเดิมเป็นชาวอังกฤษที่อพยพมาจากหมู่เกาะในทะเลแคริบเบี้ยน
เลยทาสีบ้านให้สดสันสดใสตามแบบบ้านในแถบโน้น



โอกส์ บ้านสวยๆเยอะจริงๆ ถึงขนาดบางบ้านต้องปักป้ายให้ระลึกว่า บ้านตรูไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวนะเฟ้ย
(แต่ จขกท.ก็ถ่ายหน้าบ้านเขามาอยู่ดี ไว้เจ้าของบ้านออกมาเมื่อไหร่อิฉันค่อยเผ่น กร๊ากกกก)



ระหว่างที่ดูๆบ้านอยู่ ก็มีคณะ walking tour เดินผ่านมา แล้วไกด์ก็ชี้ๆไปที่ตรานกอินทรีที่แปะอยู่เหนือประตู
คุณป้าในทัวร์ก็ใจดี หันมาเล่าให้พวกเราฟังอีกทอดว่า นี่เป็นสัญลักษณ์ของบริษัทประกันสมัยพระเจ้าเหาฮ่ะ
เวลาบ้านไฟไหม้ บริษัทก็จะมาช่วยดับไฟให้ แต่ถ้ามาแล้วเจอแต่ผนังโล่งๆ บริษัทก็จะเปิดตรูดกลับไปว่ะค่ะ //ฮ่าฮ่าฮ่า



และถ้าเดินฉีกจาก Bay Street ไปอีกหน่อยก็จะเจอ Cooper River
บรรยากาศดีจัง



เห็นเรือรบอยู่ลิบๆด้วย
Charleston เองก็เป็นบ้านของ The Citadel โรงเรียนทหารเก่าแก่ของอเมริกาด้วยนะเอ้อ



กลับมาที่ Bay Street ต่อฮ่ะ

ยิ่งเดินลงใต้ บ้านก็จะยิ่งใหญ่บึ้มอลังการดาวล้านดวงขึ้นเรื่อยๆ
ตะกี้เจอ Rainbow row ไปแล้ว แล้วตรงนี้จะเรียกอะไรดีล่ะ
Millionaire row เหรอ //ฮ่าฮ่าฮ่า



~*~ นี่คือสถาน แห่งบ้านทรายทอง ~*~



อุ๊ย มีทัวร์รถม้าล่วย //แพลบๆ
เด๋วตอนบ่ายๆ พวกเราก็จะได้ไปนั่งแป้นแล้นอยู่บนทัวร์รถม้าด้วยนะขอรับ



ฉะนั้นเรื่องโม้ขอเก็บไว้ทีหลังนะฮะ ตอนนี้ก็ชมบ้านงามๆไปก่อนละกัน
หลังนี้สะใจเดี๊ยนมาก ระเบียงเหล็กดัด 3 ชั้น 3 ลาย เท่จริงๆพับเผื่อย



จะว่าไป เหล็กดัดของบ้านแถวนั้นเนี่ย งามๆทั้งนั้นเลยนะฮะ



ส่วนนี่ก็...bed & breakfast เจ้าค่ะ!!
แค่เห็นทำเลก็สยองกระเป๋าตังค์แร๊ว ค่าห้องจะเท่าไหร่วะเนี่ย T^T



นอกจาก Bay Street แล้ว บน Meeting Street ก็มีแมนชั่นเบิ้มๆอยู่อีกเพียบเช่นกัน
อย่าง Calhoun Mansion ที่เห็นนี่เป็นต้น



Calhoun Mansion เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่ที่สุดใน Charleston ค่ะ (35 ห้อง 24,000 ตารางฟุต! >_<)

ที่ Charleston เขาจะเรียกระเบียงยาวๆที่ยื่นออกมานี่ว่า Piazza ค่ะ
(ภาษาวิบัติมากอ่ะ Piazza มันแปลว่า Plaza ในภาษาเลี่ยนไม่ใช่เหรอ -_-)
แล้วเจ้า Piazza นี่จะหันหน้าไปทางทิศใต้เสมอ เพื่อรอรับลมทะเลที่พัดเข้ามาดับร้อน



เนื่องจากเวลาเราน้อย เลยมีเวลาเข้าแมนชั่นได้แค่หลังเดียว
ซึ่งเราก็เลือก Nathaniel Russell House หลังนี้แหล่ะฮ่ะ



สวนสวยๆด้านในบ้านเจ้าค่ะ



ไปถึงทัวร์บ้านกำลังจะเริ่มพอดี เราเลยได้ร่วมคณะทัวร์ที่นำทัพโดยคุณยายไกด์ชาวฝรั่งเศส(!)
คุณยายถามว่า รู้รึเปล่าว่าบ้านนี้ดังเพราะอะไร จขกท.ตอบได้ทันทีเพราะไกด์บุคทุกเล่มเขียนเหมือนกันหมด
ว่าบ้านนี้มีดีที่กระไดค่าาาา //แพลบๆ

ว่าแล้วคุณยายก็เปิดประตูให้พวกเราได้ชมความเปรี้ยวปาดของเจ้า flying staircase นี่กันเต็มๆ
เห็นแล้วเป็นได้อึ้งค่ะ เพราะบันไดนี้มี support น้อยมาก ทำให้เหมือนมันควงสว่านลงมาจากเพดานเลย

น่าเสียดายที่เค้าห้ามถ่ายรูปในบ้าน จขทก.เลยต้องจิ๊กรูปจากในเน็ตมานะขอรับ

(image source: somewhere in world wide web)


ด้านในบ้านก็ตกแต่งได้กุ๊กกิ๊กกิ๊บเก๋เหลือกำลัง อย่าง Music room ในรูปนี้เป็นต้น
คุณยายไกด์ชี้ใด้ดูด้วยค่ะ ว่าลายตามผนัง ขอบประตูหน้าต่าง บางทีดูเผินๆเหมือนเป็นลายนูน
แต่ดูใกล้ๆจะเห็นว่าวาดหลอกตาเอาทั้งนั้น เอ่อ...แบบนี้ทำลายนูนไปเลยมันไม่ง่ายกว่าเหรอเพ่ -_-

(image source: budgettravel.com)


ปิดท้ายทัวร์แมนชั่นขำๆด้วยการบริหารก้นกบกับคุณยายไกด์และเจ้า Joggling board ในภาพค่ะท่านผู้ชม

Joggling board ที่ว่านี่ ทำมาจากต้นไพน์ท้องถิ่นที่มีความยืดหยุ่นสูง เวลานั่งมันก็เลยเด้งดึ๋งไปมา
ที่ฮาคือ นอกจากจะใช้นั่งเล่นแล้ว Joggling board ยังเป็นอุปกรณ์ในการจีบกันของหนุ่มสาวสมัยโน้นด้วยนะฮะ
ประมาณว่าสตาร์ทที่ปลายเก้าอี้ จากนั้นก็ให้ขย่ม (อย่าคิดลึก -_-) จนทั้งสองฝ่ายไหลมากองอยู่ตรงกลาง
แอ๊บแบ๊วซะขนาดนี้ เลยว่ากันว่า บ้านไหนมี Joggling board แล้ว รับรองลูกสาวขายออกทุกคน!! //ฮ่าฮ่าฮ่า



จบทัวร์บ้านแล้วก็พักสายตากันสักนิด ด้วยภาพสวยๆจากฝีมือน้องปอสองเน้อ //redrose



จากนั้นก็มาบริหารกระเพาะกันต่อ ด้วยมื้อเที่ยงกันที่ร้าน 82 Queen ซึ่งอยู่แถวๆโรงแรมของเรานี่เอง

ตอนแรกเราว่าจะไปหม่ำกันที่ร้าน Poogan Porch แต่คิวนานเกิน เลยต้องถอยทัพมาที่ร้าน 82 Queen แทน
โอย หิวแล้ว สั่ง she crab soup (ซุปครีมปูข้นคลั่ก เป็นเมนูท้องถิ่นขึ้นชื่อค่ะ) มากินเรียกน้ำย่อยก่อนดีกว่า
ออกมาซุปอย่างเค็ม เง้ออออ เสียใจ //ขี้แง



เดชะบุญที่ร้านมาแก้มือได้ด้วย crab cake จานนี้ ซึ่ง sear ด้านนอกได้กรอบกรุบนิดๆกำลังดี
พอกัดเข้าไปเจอปูเป็นก้อนๆยวบๆอยู่ข้างใน โอว์ สวรรค์แต๊ๆ //รักคุณ



ส่วนจานของน้องปอสองกับเพื่อนมอก็รสชาติเฉยๆ ไม่มีอะไรประทับใจ ฉะนั้น จขกท.ขออู้ เอ้ย ข้ามโลด
แต่ Lobster-Sweet Corn Fritters จานนี้ขอทีเหอะ อ่านเมนูแล้วดูน่ากินมาก
ออกมาเป็นแป้งข้าวโพดทอดวิญญาณล็อบสเตอร์ซะงั้น โกรธธธธธธธธ //หยอกเย้า



เฮ้อ ไปเที่ยวแก้เซ็งดีกว่า

กินข้าวเสร็จเราก็เดินมาที่ Old City Market ด้านหลังตึกจะเป็นตลาดนัด
ขายของกันสากกระเบือยันเรือรบมากค่ะ ขนมเอย ของที่ระลึกเอย งานหัตถกรรมท้องถิ่นเอย



รวมถึงสารพัดบริษัททัวร์รถม้า ที่มากระจุกกันอยู่แถวๆนั้นด้วย

ส่วนนี่ก็โฉมหน้าน้องม้าที่จะมาให้บริการเราในวันนี้ เป็นพันธุ์ Belgian ตัวใหญ่แรงเยอะ
กะอีแค่ลากรถพร้อมลูกทัวร์อีกโหลนึงเนี่ย สำหรับน้องม้าแล้ว แค่นี้กระจอกส์ม๊ากค่ะ



บางเจ้าเขาก็ไม่ใช้ม้าลากรถ แต่ใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล่อ(ลูกครึ่งม้ากับลา)แทน
แบบนี้ก็ดีไปอีกอย่างนะคะ น้องล่อจะได้ไม่เหงา มีเพื่อนนินทาผู้โดยสาร //ฮ่าฮ่าฮ่า



เห็นพี่ไกด์ของเราถือแส้แล้วไม่ต้องตกใจนะฮะ เพราะเค้าเอาไว้ชี้ตึกมากกว่า
เพราะน้องม้านี่เขาฝึกมาดี แค่ดึงบังเหียนกับพูดกับเขาดังๆก็รู้เรื่องแล้ว

พี่ไกด์แนะนำตัวว่า "กระผมมาจากนิวแฮมไชร์ครับทุกท่าน (อ้าวเฮ้ย -_-)
แต่ไม่ต้องตกใจ Charleston เป็น 1 ใน 3 เมืองในเมกาที่ไกด์ทุกคนต้องสอบใบประกาศ
กว่าไอจะมาโม้ให้พวกยูฟังได้เนี่ย ต้องท่องตำราหนาเท่าสมุดโทรศัพท์เลยนะครับ ฉะนั้นความรู้ปึ้กไม่มีแป้กแน่นอน

ส่วนน้องม้า ท่านก็ไม่ต้องห่วงเช่นกัน ทราบไหมครับว่าน้องม้าทำงานอาทิตย์ละแค่ 4 วัน
และทุกๆ 2 เดือน น้องม้าก็จะได้ไปพักร้อนวิ่งเล่นที่ฟาร์ม แถมมีประกันสุขภาพและทันตกรรมให้เบ็ดเสร็จ
ไอว่าชีวิตมันสบายกว่าไออีกนะยู //ขี้แง"



ก่อนจะออกทัวร์ รถม้าทุกคันต้องมาต่อคิวที่ป้อมยามนี่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะหยิบลูกบอลในถังเข้าเครื่อง
เพื่อเสี่ยงเซียมซีว่ารถม้าจะได้ไปทัวร์โซนไหนในกระบวน 4 โซนรอบเมือง เหตุที่ต้องทำอย่างนี้
ก็เพื่อควบคุมปริมาณรถม้าที่วิ่งไปมาในเมืองค่ะ ไม่งั้นทุกคันคงแห่ไปโซนยอดฮิต
ซึ่งน่าจะเป็นแถวๆคฤหาสน์ริมน้ำที่พวกเราไปเดินเล่นเมื่อเช้านั่นแล

พวกเราก็ลุ้นว่าจะได้ไปโซนไหนกันน้อ ผลออกมาว่าเราได้โซนยอดนิยมเจ้าค่ะ เยสสสสส //รักคุณ



ระหว่างทางพี่ไกด์ก็เล่าโน่นเล่านี่ไปเรื่อยๆ อย่างป้าย Dead End (ทางตัน) ที่เห็นกันเนี่ย
รู้ป่าวทำไมเขาถึงเรียกมันว่า Dead End ก็เพราะสมัยก่อนเวลาท่านสุภาพบุรุษเค้าหมั่นไส้กัน
เค้าก็จะไปดวลปืนกันให้ตายไปข้างตามพวกตรอกแบบนี้น่ะสิ



ส่วนนี่ก็ French Quarter ค่ะ บ้านน่าร๊ากกกกกกซะ >_<



จากนั้นน้องม้าก็พาเรามาถึง Broad Street ที่เราเดินหาร้านกาแฟกันไส้กิ่วเมื่อเช้า

พี่ไกด์โม้ต่อว่า บ้านที่อยู่ใต้ Broad Street ลงไป เป็นของพวกคนรวยๆ ลูกท่านหลานเธอทั้งน้าน
คนที่นี่เลยเรียกไฮโซเหล่านั้นว่า S.O.B (ย่อมาจาก South of Broad หรือ Son of a B.... //แพลบๆ)

ทีนี้พวกที่ไม่มีกำลังทรัพย์ซื้อบ้านตรง South of Broad แต่อยากเกาะกระแสไฮโซไฮซ้อกับเขาด้วย
ก็เลยมาซื้อทีเหนือ Broad Street ไปนิ้ดนึง เวลาโดนถามว่าบ้านอยู่ไหน อีก็จะชูคอตอบอย่างมาดมั่นว่า
บ้านเดี๊ยนอยู่ Slightly North of Broad ย่ะ ชาวบ้านเลยเรียกคนจำพวกหลังนี่ว่า S.N.O.B
ซึ่งตรงกับภาษาปะกิตที่แปลว่า "ไอ้กระแดะ" พอดีเรย //ฮ่าฮ่าฮ่า



ผ่านบ้านสีรุ้งอีกแล้ว

ไกด์ว่า ถ้าใครคิดที่จะทาสีบ้านในย่าน Historic Downtown ที่นี่
ต้องไปขออนุญาติ Preservation Society ก่อนเน้อ
แล้วสมาคมจะให้ตัวเลือกมา 5-6 สี กะไม่ให้หลุดโทนเพื่อนบ้านเลย ว่างั้น



ส่วนตึกสีชมพูแป๋นนี่ ไกด์เล่าว่ามันเป็นโรงพิมพ์หรือที่เก็บเอกสารนี่แหล่ะ จำบ่ได้แล้ว

ตอนที่นายพล Sherman แม่ทัพฝ่าย Union สุดโหดกำลังจะบุกขึ้น Charleston
ชาวเมืองก็จัดการย้ายเอกสารสำคัญไปเก็บไว้ที่เมือง Columbia แทน แต่พอนายพล Sherman มาถึง
แล้วพบว่าเมือง Charleston โดนฝ่าย Union ยิงปืนใหญ่ใส่จนเละเทะไปเรียบร้อยแล้ว
แกเลยเปลี่ยนใจไปเผาเมือง Columbia แทน >_< เอกสารสำคัญๆเลยมลายหายไปในเถ้าถ่านซะมาก เวรกรรมจริงๆ



อ้อ แล้วถ้าเพื่อนๆสังเกตนะฮะ จะเห็นว่าบ้านเก่าแก่ของที่นี่ จะมีแผ่นกลมๆสีดำๆแปะอยู่ตามผนัง
ซึ่งเค้าไม่ได้แปะเพื่อความเท่เน้อ เนื่องจาก Charleston เจอแผ่นดินไหวระดับ 7 ริกเตอร์ในปี 1886
จนบ้านพังเป็นแถบๆ บ้านที่เหลือโครงสร้างก็ทรุดซะจนต้องเอาเหล็กเส้นมาเสริมกันบ้านถล่ม
แล้วไอ้กลมๆดำๆนั่นก็คือ Bolt ที่เอาไว้ไขแท่งเหล็กเส้นดังกล่าวนี่เอง

บ้านไหนครีเอทหน่อย ก็จะทำ Bolt ออกมาซะน่าเอ็นดู เป็นรูปดาวบ้างล่ะ หัวสิงโตบ้างล่ะ



มาถึงริมน้ำแล้วจ้า



พี่ไกด์ก็เล่าประวัติบ้านโน้นบ้านนี้ไปเรื่อย แต่ จขกท.ลืมไปหมดแล้ว แป่ว -_-

จำได้หลังเดียวคือแมนชั่นที่เห็นนี่ค่ะ เพราะหน้าตาแปลกเหลือทน
นั่นก็เพราะตอนสร้าง คุณสามีอยากได้บ้านสไตล์ Greek Revival แต่คุณเมียจะเอาสไตล์อิตาเลี่ยน
สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ เลยเหมามันทั้งสองแบบ บ้านนี้เลยมีนิคเนมว่า Compromise House เจ้าค่ะ กร๊ากกกก



ตะกี้ได้เห็นฤทธิ์แผ่นดินไหวไปแล้ว ทีนี้มาดูฤทธิ์เฮอริเคนกันบ้าง
Charleston โดนเฮอริเคน Hugo ซัดเข้าไปเต็มๆในปี 1989
เล่นเอาเสาของบ้านนี้ถลอกปอกเปิกไปเลยเชีย



ส่วนหลังนี้ก็คือ Bed & Breakfast ที่เราได้ชมกันไปใน คห.ข้างบน
ไกด์ว่าบ้านนี้เป็นของขวัญวันแต่งงาน ที่คุณพ่อมหาเศรษฐีสร้างให้ลูกสาวกับลูกเข



ต่อมาคุณลูกสาวกับเจ้าบ่าวก็ได้ไปฮันนีมูนที่ปารีส ซึ่งคงจะถูกจริตคู่ผัวตัวเมียนี้มาก
ทั้งสองเลยตัดสินใจสร้างประตูชัยจำลองไว้บนหลังคาบ้าน เพื่อเป็นการระลึกทริปฮันนีมูนสุดสวีทนี้ >_<

เพื่อนมอเห็นแล้วถึงกับส่ายหัว "เงินนี่ซื้อรสนิยมไม่ได้จริงๆว่ะแก" //ฮ่าฮ่าฮ่า



ส่วนบ้าน 3 หลังนี่ก็เป็นของขวัญที่มหาเศรษฐีอีกคนสร้างให้ลูกสาวสามคน
มีเรื่องเล่าว่า ลูกสาวคนนึงโสดสนิท เธอเลยออกมายืนตรงระเบียงทุกวัน เป็นการส่งซิกให้หนุ่มๆที่ผ่านไปมาว่า
แต่งกับชั้น ได้บ้านด้วยน๊าาา //แพลบๆ อนิจจา ลดแลกแจกแถมขนาดนี้ คุณเธอก็ยังได้ปีนคานทองฝังเพชรอยู่ดี -_-

นี่ถ้าเปลี่ยนจากยืนบนระเบียงเฉยๆมานั่งอ่อยหนุ่มบน Joggling board หนูว่าเจ๊อาจไม่ต้องขึ้นคานก็ได้นะฮะ กร๊ากกกก



ไกด์ชี้ให้ดูด้วยฮ่ะ ว่าเราจะเห็นสับปะรดประดับอยู่ทั่วไปในเมือง Charleston
เพราะสับปะรดเป็นสัญลักษณ์ของ Hospitality นั่นเอง

สมัยโน้น คุณพ่อบ้านอาจต้องล่องเรือไปทำมาค้าขายที่หมู่เกาะในทะเล Carribean
พอกลับมาทีก็จะหอบผักผลไม้แปลกๆกลับมาด้วยโดยเฉพาะสับปะรด
เลยเป็นธรรมเนียมค่ะว่าถ้าบ้านไหนมีสับปะรดวางไว้บนกำแพง แปลว่าคุณพ่อบ้านกลับมาแล้วจ้า
เชิญญาติสนิทมิตรสหายเข้ามาทักทาย กินดื่ม catch up กันได้ //แพลบๆ
(หรืออาจแปลได้อีกอย่างว่า ชู้จ๋า ผัวชั้นกลับมาแล้ว อย่าทะลึ่งเข้ามานะแก //ฮ่าฮ่าฮ่า)



Charleston นี่ประวัติศาสตร์ยิบย่อยเยอะจริงๆค่ะ ขนาดเจ้าตุ๊กตาข้างฝาที่เราเจอเมื่อเช้าก็ยังมีที่มาเลย
เพราะแต่ก่อนตึกนี้เป็นร้านขายหมวกค่ะ (ลึกซึ้งมากอ่ะ จขกท.ดูผ่านๆไม่สังเกตนะเนี่ย -_-)
เนื่องจากเฮียหมวกในรูปเป็นภาพฝาผนังเก่าแก่ ฉะนั้นมันเลยได้รับการคุ้มครอง ห้ามลบ ห้ามแต่งเติมด้วยเน้อ



ใกล้จบทัวร์แล้วค่ะ ระหว่างทางกลับตลาด เราก็ผ่าน St.Philip's Episcopal Church



โบสถ์นี้มีสุสานอยู่สองฝั่งถนนค่ะ สุสานฝั่งเดียวกับโบสถ์สำหรับชาว Charleston โดยกำเนิด
ฝั่งตรงข้ามสำหรับผู้ที่มาจากเมืองอื่น ขนาดผัวเมียบางทียังไม่ได้ฝังด้วยกันเลย ถ้าผัวหรือเมียเป็นคนต่างถิ่นอ่ะนะ -_-



ส่วนเจ้าต้นปาลม์ที่เห็นอยู่นี่ เค้าเรียกว่า Palmetto ค่ะ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ South Carolina เสียด้วย

ตอนที่อเมริกาประกาศเอกราชในปี 1776 ชาวเมือง Charleston ก็ตั้งป้อมสู้กับกองทัพเรืออังกฤษ
ด้วยการเอาเจ้า Palmetto นี่แหล่ะ มาสร้างเป็นป้อมปราการ เนื่องจาก Palmetto มีความยืดหยุ่นมาก
ทำให้กระสุนปืนใหญ่ที่อังกฤษยิงมาติดแหง่กอยู่ที่กำแพง ป้อมไม่แตกไม่พอ ทหาร Charleston ยังรีไซเคิล
โหลดลูกปืนใหญ่นั่นแล้วยิงกลับไปที่เรือของอังกฤษอีกตะหาก //แพลบๆ



กลับมาที่ตลาดซะทีเน้อ ตรงนี้แต่ก่อนมีชื่อว่า Slave market ค่ะ
แต่ไม่ได้มีไว้ขายทาสนะเคอะ เพราะมันเป็นตลาดนัดที่ทาสจะมาขายของในวันอาทิตย์ตะหาก

แล้วทัวร์ก็จบลงด้วยความปลื้มปิติของ จขกท. เพราะเห็นในรูปแดดอย่างเปรี้ยงเนี่ย
จริงๆอากาศหนาวโพดๆ แถมอิฉันดันหยิ่ง เค้าแจกผ้าห่มให้ก็ไม่เอา เลยได้นั่งสั่นหงั่กๆอยู่บนรถม้า
สร้างความอนาถใจแก่เพื่อนมอและน้องปอสอง ที่นั่งห่มผ้าห่มเป็นมัมมี่อยู่บนรถมั่กๆ -_-



ทัวร์จบแล้วทำอะไรต่อดีเอ่ย ก็ต้องหาของกินสิคะ ไม่น่าถามเลย //แพลบๆ

เพื่อนมอติดใจหอยนางรมสดจากทริปนิวออร์ลีนส์ เลยอยากหม่ำหอยอีกรอบที่ Charleston
เราเลยไปจุ๊มปุ๊กกันที่ร้าน Hyman's Seafood ร้านอาหารทะเลชื่อดังของเมือง
เห็นว่าปกติคนเยอะมาก คิวยาวระเบิดระเบ้อ ถ้าขี้เกียจรอต้องมาซักบ่ายสองบ่ายสามนี่แหล่ะ



เพื่อนมอประเดิมด้วย Bloody Mary ค็อกเทลโปรดของคุณเธอ



ร้านนี้มีเครื่องทุ่นแรงในการเปิดฝาหอยด้วยแฮะ



มาแล้วจ้า หอยนางรมสดๆ

จขกท.ชอบของที่นิวออร์ลีนส์มากกว่าง่ะ เพราะหอยร้านนี้จะมีรสเค็มหน่อยๆ
ในขณะที่ของนิวออร์ลีนส์จืดสนิท กินแล้วสดชื่นลื่นคอดีแท้
(อันนี้ลางเนื้อชอบลางยานะขอรับ เพราะน้องปอสองเค้ากลับชอบแบบนี้มากกว่า)



ออกจากร้าน Hyman's Seafood จขกท.ก็งอแง หนูอยากกินเจลาโต้ๆๆๆๆ //ไอติม
แต่ไปถึงปรากฎร้านติมปิดค่ะ เพราะเจ้าของร้านบินกลับไปฉลองปีใหม่ที่อิตาลี เง้อออ เสียใจ //ขี้แง

เลยถึงคิวน้องปอสองงอแงถามหาน้ำชาร้อนๆบ้าง (นี่มันอนุบาลทัวร์หรืออะไรเนี่ย -_-)
พวกเราเลยไปหาร้านน้ำชาบนถนนช็อปปิ้ง King Street กันแทน



เอ่อ...นี่ร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นนะเคอะ! ตึกยังอลังได้อีก



หลังจากน้องปอสองสอยน้ำชาจาก Teavana ร้านโปรดของคุณน้องได้แล้ว เราก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม
จขกท.ล่ะปลื้มที่เขาใช้ตะเกียงมาเป็นไฟถนนมากๆ คลาสสิคคคคคคค >_<



แน่นอนค่ะว่าเราต้องจบโปรแกรมประจำวัน ด้วยมื้อเย็นอาหย่อยๆ //แพลบๆ
โดยเราเลือกร้าน Peninsula Grill ซึ่งอยู่ตรง Old City Market นี่เอง

ยังไม่ทันไร พวกเราก็ได้เขมือบขนมปัง sourdough สุดอร่อยของร้านอย่างเมามันแล้ว //แพลบๆ



ส่วนนี่เป็น Apertivo ที่เสิร์ฟเรียกน้ำย่อยเจ้าค่ะ มันคืออะไร จขกท.จำบ่ได้แล้ว
รอเพื่อนมอมาสมทบละกันเน้อ (โบ้ยกันเห็นๆ)



แต่ Lobster '3 Way' จานนี้อิฉันจำได้แม่นไม่รู้ลืมเลยค่ะ เพราะอร่อยมากๆๆๆๆ

ด้านบนเป็น Lobster Tempura ส่วนด้านล่างก็เป็น Sauteed Lobster ทั้งสองอันเนื้อกุ้งเด้งดึ๋งสดหวานสะใจมาก
ไม่พอค่ะ ยังมี Lobster Ravioli ที่ว่ายอยู่ในซอส Tomato-Basil Vinaigrette ซึ่งมีรสเปรี้ยวนิดๆแก้เลี่ยนอีก
โอ้ สวรรค์มีจริงที่ Charleston ค่ะท่านผู้ชม! //รักคุณ



มาชิมจานหลักกันบ้าง จขกท.สั่ง Sauteed North Carolina Mountain Trout ค่ะ

ออกมาอร่อยกรี๊ดสลบอีกแล้ว ปลาเทราต์ชิ้นเบิ้มราดด้วยซอส Sweet Onions & Garlic-Herb Butter
เห็ดผัดถั่วลันเตาที่มาด้วยกันก็อร่อยมากๆอีก แต่ที่เด็ดขาดชนะเลิศคือเจ้า Grits ทอดนี่แหล่ะค่ะ
(ประมาณโจ๊กชุบแป้งทอด) กรุบกรอบ รสออกเผ็ดนิดๆ อร่อยโฮกกกกก //แพลบๆ



ของเพื่อนมอเป็น Benne Crusted Rack of New Zealand Lamb

เห็นเพื่อนมอว่าเนื้อแกะ cooked ออกมาได้กำลังดี เข้ากั๊นเข้ากันกับ coconut mint pesto ก็ราดมายิ่งนัก
แต่คุณเธอหงุดหงิดว่าทำไมต้องเอาแกะไปคลุกงาด้วยอ่ะ เสียของหมด -_-



ส่วนน้องปอสองสั่งเมนูพิเศษประจำวัน เป็นปลาอะไรก็ไม่ทราบ จำบ่ได้แย๊ว -_-

น้องปอสองว่าเนื้อปลามันจืดไปนิ้ดนะพี่ แต่ จขกท.ชิมแล้วกลับชอบแฮะ
ที่คำแรกมันออกจืดๆ แต่กินๆไปมันจะค่อยๆหวานกลมกล่อมขึ้นมาเอง (ลิ้นจระเข้จริงตู)



ขนมปังผ่าน! Appetizer เยี่ยม! Main Course ยอด! เอาของหวานออกมาโลด อย่าให้ขาดช่วง //แพลบๆ

เห็นว่า Coconut Cake ของ Peninsula Grill นี่โด่งดังมาก ได้รับการอวยอย่างล้นหลาม
จากบรรดานิตยสาร/นสพ. ขนาดป้า Martha Stewart ยังยกนิ้วให้ แบบนี้พวกเราจะพลาดได้ไงชิมิ //แพลบๆ

สุดท้ายออกมากร่อยค่ะพี่น้อง //ขี้แง ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยนะ แต่มันอร่อยแบบฝรั่งเมกันชอบอ่ะ
เพราะคนไทยอย่างพวกเรา เวลาพูดถึงเค้กมะพร้าวอร่อยๆจะนึกถึงมะพร้าวน้ำหอม รสชาติบางเบา
ไม่ใช่มะพร้าวแห้ง รสชาติหนักหน่วงกลิ่นโคตรมะพร้าวรุนแรงเหมือนเจ้าเค้กก้อนนี้ เสียใจอ่าาาา //ขี้แง



พวกเราทิ้งความผิดหวังจากน้อง Coconut Cake ไว้เบื้องหลัง และต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยความชื่นมื่น
ว่าจะได้หม่ำ Sunday Brunch อร่อยทิ้งทวน Charleston แล้วเจ้าข้าเอ๊ย //รักคุณ

แต่ก่อนอื่นขอแวะเข้าไปดมๆในโบสถ์ St.Michale's Episcopal Church ที่อยู่แถวโรงแรมเสียหน่อย



St.Michale's Episcopal Church นี่เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดของ Charleston เลยนะ สิบอกไห่



ท่าทางโบสถ์จะเก่าจริงฮ่ะ ด้านในตกแต่งอย่างง่ายๆ
น้องปอสองถามว่าทำไมเพดานโบสถ์เตี้ยจังพี่ อันนี้ จขกท.ก็แบะ แบะ แบะ นะขอรับ -_-



ที่นั่งมาเป็นคอกเลย ประมาณว่าพิธีเริ่มแล้วห้ามเผ่นเหรอ //ฮ่าฮ่าฮ่า



ตอนที่ไป คณะนักร้องประสานเสียงเค้ากำลังซ้อมอยู่พอดี
เราเลยได้ฟังเพลงเพราะๆเคล้าบรรยากาศไปด้วย โชคดีจริงๆ //รักคุณ



จากโบสถ์ก็มาถึง agenda หลักของเราในเช้าวันอาทิตย์นี้แล้วล่ะค่ะ

ไหนๆนี่ก็เป็นทริปสุดท้ายของเราสามคนที่เมกาแล้ว //ขี้แง มื้อสุดท้ายก็ต้องเน้นๆกันหน่อย
เราเลยไปหม่ำ Sunday Brunch กันที่ Tristan อีกหนึ่งร้านดังของ Charleston



แค่กระบะขนมปังก็อลังได้ใจแล้ว ให้มาตั้ง 3 อย่างแน่ะ
มีทั้ง Scone, muffin แล้วก็ biscuit บิสกิตออกเผ็ดนิดๆ อร่อยมากค่ะขอบอก >_<



หลังจากที่เซ็งเป็ดกับ She-crab soup ของร้าน 82 Queen
พวกเราก็มาขอแก้มือกันด้วย She-crab soup ของ Tristan

ลำพังแค่หน้าตาก็ดูดีมีชาติตระกูลกินขาดร้าน 82 Queen แล้วค่ะพี่น้อง



แถมตอนเอาช้อนทิ่มลงไปในถ้วยซุป ก็รู้สึกได้ถึงเนื้อปู ปู และปู กรี๊ดดดดดดดด
รสชาติซุปก็อร่อยมากมายค่ะ หอมหวานแต่ไม่ครีมหนักเกิน กินแล้วไม่รู้สึกเลี่ยนแม้แต่น้อย



ทัวร์ปักษ์ใต้เมกามาย่างวันที่ 4 เข้าไปแล้ว จขกท.ก็เริ่มเอียนอ้วกกับเมนูอาหารแถบนี้เต็มแก่
ประเภท crabcake เอย shrimp & grits เอย จนอิฉันหวิดหน้ามืดสั่งเบอร์เกอร์ประชดชีวิตซะให้

แต่สุดท้ายก็ไปไหนไม่รอดค่ะ อดใจไม่ได้ กลับมาตายรังกิน shrimp & grits ทิ้งทวนอีกหน
ซอสมะเขือเทศกุ้งเบคอนที่ราดมารสชาติเข้มข้นมั่กๆค่ะ แต่ จขกท.แอบเคือง
เพราะ Grits (คล้ายๆโจ๊ก แต่ Grits ที่ทำจากปลายข้าวโพดแทนที่จะเป็นปลายข้าวแบบบ้านเรา)
เนื้อเนียนไปนิ้ดดดด ขัดจริตอิฉันผู้ชอบกิน Grits ก็ตรงที่มันมีปลายข้าวโพดมาตูเคี้ยวกรุบๆเนี่ยแหล่ะ -_-



ว่าแล้วสั่งไส้กรอกมากินแก้เลี่ยนด้วยดีก่า งั่มๆๆๆ //แพลบๆ



ส่วนของเพื่อนมอเป็น Omelet du Jour ค่ะ



ซึ่งอ็อมเล็ทประจำวันนี้ เป็น Lobster Omlette พอดี
กุ้งชิ้นบะเฮิ่มเลยค่ะ โฮกกกกกกกก >_<



น้องปอสองสั่ง Berkshire Pork Belly ที่ทาเอสเปรสโซ่มาบนน้องหมู
แถมมีหอมทอดโปะมาด้วยอีก //แพลบๆ แต่เห็นน้องปอสองว่าหมูแอบมันไปนิดนะเพ่ -_-



หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อส่งท้าย Charleston แล้ว ก็ถึงโปรแกรมสุดท้ายของสุดท้ายแล้วค่ะ

เราขับรถออกนอกเมือง Charleston ไปซัก 15-20 นาทีเพื่อมายัง Johns Island
บ้านของ Angel Oak ที่อายุปาเข้าไป 1400 ปีแล้ว ...พิมพ์บ่ผิดหรอกค่ะ ต้นโอ๊คอายุพันกว่าปีจริงๆ!!



โอ้แม่เจ้า



ธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่อย่างบรรยายไม่ถูกจริงๆค่ะ



เทียบกันแล้ว มนุษย์เราก็เป็นแค่ธุลีเล็กๆของโลกใบนี้เท่านั้น



หรือเทียบกับน้องปอสองก็ได้ค่ะ ตัวน้องยังใหญ่สู้กิ่งของ Angel Oak ไม่ได้เลยน้องจ๋า



Angel Oak สูงใหญ่ไม่พอ กิ่งก้านของมันยังแผ่กระจายปกคลุมพื้นดินรอบๆอีก



กิ่งบางส่วนกลายเป็นขอนไม้ที่ฝังตัวอยู่ติดกับพื้นดิน



แต่บางส่วนก็ยังแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ



Angel Oak ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากเหลือเกิน ทั้งสงครามกลางเมือง แผ่นดินไหว เฮอริเคน
จขกท.ก็ได้แต่หวังว่ามันจะได้อยู่ดูโลกเพี้ยนๆใบนี้ไปได้อีกนานๆ ไม่ซี้ม่องเท่งไปซะก่อนด้วยฝีมือมนุษย์อ่ะนะ -_-



พวกเราวิ่งเล่นถ่ายรูปกับ Angel Oak ได้ซักพัก ก็ต้องโบกมือลาเมือง Charleston และอัครมหาต้นไม้ต้นนี้เสียแล้ว
ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา เนอะ //ชนแก้ว



ในที่สุดเวลาแห่งความสนุกสนานในอเมริกาของเราสามสาวก็ต้องจบลงที่ตรงนี้แล้วล่ะค่ะ
เพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพื่อนมอกับน้องปอสองก็บินกลับเมืองไทยถาวรแล้วทั้งคู่ //ขี้แง

ขอบคุณมากนะจ๊ะสองสาว ที่สร้างความบันเทิงและความอิ่มเอม(และอิ่มอืด)ให้เพื่อนเซ่อๆคนนี้
ไว้เราไปเที่ยวกันใหม่อีกนะจ๊ะ เมื่อชาติต้องการ! //รักคุณ




Profile

Default
chortravel
chortravel

Latest Month

July 2014
S M T W T F S
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

Tags

Powered by LiveJournal.com
Designed by Michael Rose